“พล.อ.อนันตพร” รอ กพช.ชี้โซลาร์ฟาร์มราชการที่เหลือ 47 เมกะวัตต์ บริหารจัดการโยกรวมโควตาเก่ากว่า 300 เมกะวัตต์

พล.อ.อนันตพร  กาญจนรัตน์  รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการ ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนดิน (โซลาร์ฟาร์ม) สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร ระยะที่ 2 ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้จับสลากคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติผลิตไฟฟ้าไปแล้ว ล่าสุดพบว่ายังเหลือโควตาอีกประมาณ 47.48 เมกะวัตต์ ซึ่งจะนำมารวมกับโซลาร์ราชการส่วนที่เหลือก่อนหน้านี้ 300 เมกะวัตต์ รวมเป็น 347.48 เมกะวัตต์ เพื่อรอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาว่าจะนำโควตาที่เหลือไปดำเนินการอย่างไรต่อไปให้เกิดความเหมาะสม

“หลังจากได้ข้อสรุปของ กกพ.แล้วส่วนที่เหลือต้องรอ กพช.ว่าจะมีแนวทางอย่างไร ต่อจากนี้คาดว่าทาง กกพ.น่าจะเดินหน้าโครงการเอสพี พีไฮบริด และวีเอสพีพีก่อน นอกจากนี้แล้วกระทรวงยังจะต้องทบทวนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) โดยจะเน้นให้มีการใช้เทคโนโลยีที่มีความมั่นคงและมีราคาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับภาคประชาชน โดยจะพยายามหาข้อสรุปให้ภายในปีนี้ แต่ถ้าเร็วกว่านั้นได้ก็ดี” พล.อ.อนันตพร กล่าว

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า ได้มีมติรับรองผลผู้ที่ผ่านการจับสลากโซลาร์ฟาร์มราชการระยะที่ 2 โดยมีผู้ที่ได้รับคัดเลือกในการยื่น คำข้อเสนอขอขายไฟฟ้ารวมจำนวน 38 ราย หรือคิดเป็นปริมาณการเสนอขายไฟฟ้ารวมทุกพื้นที่  171.52 เมกะวัตต์ จากโควตารวมไม่เกิน 219 เมกะวัตต์ โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกที่ได้รับรอง ได้แก่ องค์การที่รัฐจัดตั้งขึ้นโดยไม่รวมองค์การมหาชนและรัฐวิสาหกิจ จำนวน 11 ราย และโครงการจากสหกรณ์ภาคการเกษตร จำนวน 27 ราย

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการ กฟผ. (บอร์ด กฟผ.) ที่มี นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ได้เห็นชอบปรับโครงสร้างองค์กรจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน พร้อมกำหนดให้มีตำแหน่งรองผู้ว่าการดูแลด้านพลังงานทดแทนโดยเฉพาะด้วย ซึ่งปัจจุบัน กฟผ.อยู่ระหว่างการเสนอแผนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจำนวน 2,000 เมกะวัตต์ วงเงินประมาณ 1.5-2 แสนล้านบาท ระยะเวลา 20 ปี ให้กระทรวงพลังงานพิจารณาคาดว่าจะมีพิจารณาเรื่องนี้ในการปรับแผนพีดีพี โดยในพีดีพีใหม่แม้จะมีการพิจารณาพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น แต่โรงไฟฟ้าถ่านหินยังจำเป็นอยู่ ส่วนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คงต้องพิจารณาอีกครั้ง